สายธารจากขอบฟ้า…น้ำตกตาดหมอก

สายธารแห่งขอบฟ้า….น้ำตกตาดหมอก

ถ้าเอ่ยถึงเพชรบูรณ์ เราจะมีชื่อแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้นหูกันไม่กี่ที่ที่วนเวียนเข้ามาในการความ รู้จัก แล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นบรรดาทิวทัศน์ของทิวเขา “หัวโล้น” ที่เรียงรายกัน ในหน้าฝนก็ดูสวยงามดี เพราะภูเขาหัวโล้นเหล่านั้นยังดูสวยเพราะมีทุ่งหญ้าสีเขียวๆ มีหมอกฝนนิ่งอยู่ในร่องเขาต่างๆและก็จะมีบรรดารีสอร์ทสารพันมาสร้างกันในมุม ที่เห็นทิวทัศน์ได้กว้าง แล้วโฆษณาว่า นี่คือสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย แต่ขอโทษ….สวิตเซอร์แลนด์ที่เราพยายามจะหลอกตัวเอง จะดูดำๆ แห้งๆ ควันฟุ้งด้วยหมอกไฟการเผาไร่ในหน้าหนาวไปจนถึงหน้าแล้ง จนผมไม่อยากเอารูปเพชรบูรณ์หน้าแล้งมาตีพิมพ์ เพราะเดี๋ยว ททท.เขาจะหาว่าผมไม่ช่วยกันส่งเสริมภาพลักษณ์
แต่เพชรบูรณ์ก็ยังเหลือพื้นที่ที่เป็นป่าอนุรักษ์ พวกอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอีกมาก นี่แหละจึงยังพอคะคานกับภาพป่าที่ถูกทำลายไปได้บ้าง แต่บอกได้เลยว่าต้องระวังอย่างมาก เพราะป่าที่เพชรบูรณ์นั้นสุ่มเสี่ยงกับการบุกรุกเอาที่ดินไปทำกินจริงๆ

 A ๒.น้ำตกตำหนังช่วงเดือนเมษายน_resize

แต่ถ้าท่านผู้อ่านใช้ถนนหมายเลข 21 จากชัยบาดาลมุ่งหน้าเพชรบูรณ์ สังเกตทางขวามือจะเห็นแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์เป็นเหมือนกำแพงรั้ว กำแพงรั้วนี่เองที่เป็นส่วนหนึ่งของป่าผืนใหญ่ที่ต่อเชื่อมกับป่าของเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ซึ่งเป็นทั้งปอดและบ่อน้ำของภาคอีสานตอนล่าง และความที่เป็นป่าผืนใหญ่จึงเป็นแหล่งน้ำมาให้ทางภาคเหนือตอนบนอย่าง เพชรบูรณ์ด้วย เทือกเขาเพชรบูรณ์นี้ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การดูแลรักษาของอุทยานแห่งชาติ น้ำตกตาดหมอกและ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตะเบาะ-ห้วยใหญ่ ที่ช่วยกันให้คงสภาพพื้นที่ป่าไว้ให้เป็นแหล่งน้ำไม่ถูกบุกรุก หรือถูกแปรมาเป็นป่าชุมชน ที่สามารถเข้าไปตัดไม้ทำบ้านได้ เข้าไปขุดหน่อไม้มาขายพ่อค้าได้ ถ้า….ผ่านคณะกรรมการป่าชุมชนในหมู่บ้านอนุญาต
ความใหญ่โตของน้ำตกตาดหมอกนี้รับรู้กันในแวดวงคนรักน้ำตกมานาน ทำท่าจะบูมอยู่ช่วงหนึ่ง ถนนที่จะเข้าไปยังน้ำตกก็มาถูกน้ำซัดจนขาดใช้การไม่ได้อยู่หลายปี ช่วงนั้นถ้าใครจะไป ก็ต้องเดินไปตามถนนลาดยางในป่า ที่ขาดเป็นช่วงๆ เกือบ 10 กม. กว่าจะถึงน้ำตก เป็นหมดแรงพอดี แล้วจะเจ็บใจมากขึ้นเมื่อต้องมาเดินบนถนน แล้วต้องไปนอนค้างกันในลานจอดรถเดิม เพราะออกมาไม่ทัน ช่วงที่ถนนขาด ก็เลยแทบไม่มีใครไปน้ำตกตาดหมอกอีกเลย แต่มาวันนี้ ถนนที่เข้าไปยังน้ำตกได้รับการซ่อมเรียบร้อยแล้ว ตาดหมอกจึงเผยโฉมอีกครั้งหนึ่ง

 

อุทยานแห่งชาติน้ำตกตาดหมอกนี้อยู่ที่บ้านเฉลียงลับ ห่างสัก 30 กม. จากตัวเมืองเพชรบูรณ์กระมัง ท่านผู้อ่านจะไปรถทัวร์แล้วหาเช่ารถสองแถวไปเหมือนที่ผมทำก็ได้ ประหยัดกว่าเอารถไปจากกรุงเทพ  ผมให้เบอร์ไว้ติดต่อเลย ลุงสันต์  085-054-0519 เขาคิดค่าเหมาทั้งวัน 900 บาท ทั้งมารับและส่งเราที่ท่ารถเสร็จสรรพ

ที่ทำการอุทยานฯที่บ้านเฉลียงลับนั้นจะอยู่ด้านล่าง แต่เราต้องนั่งรถขึ้นเขาเข้าไปในป่าอีกราว 20 กม. จึงถึงน้ำตก ระหว่างทางไปน้ำตกจะมีจุดชมวิว 2-3 แห่ง เห็นเมืองเพชรบูรณ์อยู่ข้างล่าง แต่ถ้าเป็นจุดที่เรียกว่าเนินชมจันทร์นั้น เป็นเนินเขาสูง โล่ง มองทิวทัศน์ได้รอบ เหมาะกับการตั้งแคมป์ชมดาวหรือปรากฏการณ์บนท้องฟ้าอื่นๆมาก   เนินที่ว่านี้อยู่ใกล้ๆกับด่านตรวจอันเก่า ไปเห็นทำเลที่นี่ถ้าไม่ติดไปน้ำตก ก็อยากนอนบนนี่สักคืน

ถนนที่ไปน้ำตกนั้นร่มรื่นด้วยต้นไม้สองข้างทาง  เห็นนก เห็นสัตว์เล็กๆ  ตลอดทาง  ก่อนถึงน้ำตก 9 กม. จะมีที่ทำการของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตะเบาะ-ห้วยใหญ่ อยู่เยื้องๆ กับหน่วยฯห้วยบงของอุทยานฯตาดหมอก ที่ห้วยบงนี่เองที่เป็นที่ตั้งแคมป์  จัดสัมมนาอะไรได้ รวมทั้งบ้านพักของอุทยาน   แต่ไม่มีไฟฟ้าครับ ใครจะไปค้างต้องเตรียมแสงสว่างและอาหารไปด้วย แต่เท่าที่ผมดูเผินๆ ที่นี่มีนกเยอะพอควร ทั้งเขตรักษาพันธุ์ก็ทำเส้นทางดูนกไว้ มีโอกาสจะไปดูนกที่นี่สักที

 

 

ถนนสายนี้ลาดยางตลอดจนถึงลานจอดรถน้ำตก ที่จะต้องเดินเท้าไปตามทางเดินศึกษาธรรมชาติในป่าอีก 2.19 กม.  ถ้าเป็นประเภทเสพติดธรรมชาติเหมือนผม แนะให้เตรียมข้าวห่อ และน้ำดื่มใส่เป้หลังเล็กๆไปเลย เพราะไปเห็นข้างในแล้วไม่อยากออก จะพาลหิวข้าวเปล่าๆ  ทางเดินนี้จะมีข้ามน้ำหลายครั้ง เพราะเหตุนี้ที่บางปี พอฝนมากๆ อุทยานฯ เขาถึงปิดการท่องเที่ยวน้ำตกแห่งนี้ เพราะลำห้วยสายนี้ไม่ได้มาจากห้วยสายเดียวแต่มาจากทั้งน้ำตกสองนางและน้ำตก ตาดหมอก ที่เป็นเหมือนขาตัว  Y  ไหลมารวมกัน ปริมาณน้ำยิ่งในหน้าฝนแบบนี้จึงต้องระวังเมื่อต้องข้ามน้ำบ่อยครั้ง  แต่ระหว่างที่เดิน จะเพลินไปตลอดเพราะทั้งดอกไม้ป่า เห็ดป่าสารพัด กล้วยไม้ดินที่หายากหลายชนิด รวมทั้งจะได้ยินเสียงนกกางเขนน้ำหัวขาวร้อง บางทีก็เห็นตัวบินอยู่ในร่องหวย

เดินไปเรื่อยๆ  ชมนก ชมไม้ ชมดอกไม้ป่า ความเขียวขจีของเส้นทางพอเพลินๆ ก็จะไปถึงลานชมน้ำตกอย่างไม่รู้ตัว  มองทะลุแนวป่าไปจะเห็นน้ำตกตาดหมอกตกลงมาจกหน้าผาชันสูงลิ่ว นี่ขนาดยังอีกไกลกว่าจะถึงน้ำตก แต่ที่ห่างออกไปแค่ 50 เมตรข้างหน้าคือน้ำตกสองนาง  น้ำตกสายนี้มีหลายชั้น ก่อนถนนขาดเขาทำบันไดไปได้หลายชั้น แต่พอช่วงที่ปิดไปโดยปริยายเพราะถนนขาด   บันไดไม้พวกนั้นผุพังหมด  ทางอุทยานฯเลยให้ดูได้แค่นั้น 1-2 แต่แค่นี้ก็ชื่นใจแล้ว เพราะน้ำตกสองนาง แม้ไม่สูงมาก แต่น้ำมากและแต่ละชั้นต่อเนื่องกัน พอดูรวมๆเลยใหญ่น่าดู

 

 

ที่ประทับใจสุดๆ คงเป็นน้ำตกตาดหมอกที่กว่าเราจะเข้าไปถึงต้องไต่ภูเขาสูงชันไปสัก 100 เมตร ชันชนิด 60 องศา  ดีที่ไม่ไกล แล้วต้องไปไต่สันเขาอีกราว 100 เมตร แต่พอหลุดเขาก็จะเห็นสวรรค์เหมือนอยู่ในหุบเขาที่ซ่อนซุกสายธารแห่งสวรรค์ ไว้กลางป่า   น้ำตกที่สูงลิ่ว ชนิดที่ต้องแหงนคอตั้งบ่าถ้าจะดูที่มาของสายน้ำที่ตกลงมาจากหน้าผาหินตัด ลงมายังเบื้องล่างที่เป็นหุบเล็กๆ กลางเขา ละอองน้ำปลิวฟุ้งไปทั่วบริเวณ  ในวันที่มีแดด จะปรากฏรุ้งกินน้ำประดับหน้าน้ำตก   สายน้ำที่ตกลงมาผมถึงอุปมาว่าเหมือนน้ำจากฟ้า เพราะพอแหงนคอขึ้นไป เห็นแต่ขอบผาและท้องฟ้า และสายน้ำที่ตกลงมาเบื้องล่าง ละอองน้ำที่ปลิวฟุ้ง แม้ไม่ลงเล่นยังเย็นกาย  สายน้ำนี้มีตลอดปี ไหลลงยังที่ลุ่มเพชรบูรณ์ล้วนๆ ถ้าบอกว่าน้ำสายนี้คือสายชีวิตเพชรบูรณ์ก็ไม่น่าจะผิด  ในหน้าฝนจะมีดอกเทียน   กลุ่มหยาดน้ำเงิน  ขึ้นประดับหน้าผาหินริมน้ำตก

แต่ที่ดูเป็นเสน่ห์ของน้ำตกนี้ก็คือ เมื่อมาอยู่ต่อหน้าน้ำตก เมื่อละอองน้ำลอยมาสัมผัสกาย รอบข้างที่รายล้อมด้วยหุบผาและป่าทึบ   ความเงียบสงบของพื้นที่ ความสดชื่นของสายน้ำ ความสบายตาเมื่อมองพืชพรรณรอบกาย มันเหมือนเราหลุดหลงเข้ามาในแดนดินของธรรมชาติโดยแท้ ยิ่งน้ำตกแห่งนี้ไม่มีคนมาก บรรดานักท่องเที่ยวที่ชอบกินเหล้าหิ้วอาหารมากินริมน้ำ ไม่มีมานะเดินถึง 2.19 กม. แน่นอน  การได้มาหยุดอยู่หน้าสายธารที่เหมือนมาจากขอบฟ้าแห่งนี้ จึงเป็นห้วงเวลาที่มีความสุข และสดชื่นที่สุด ความสุขที่แท้จริงแม้จะหายาก แต่ก็ยังพอหาได้  อย่างน้อยก็ที่น้ำตกตาดหมอกแห่งนี้ เพชรบูรณ์ไปง่าย ใกล้แค่นี้  สวรรค์บนดินใกล้แค่นี้จะไปไม่เชียวหรือ…

……………………………………….

@คอลัมน์ประเทศไทยใจเดียว,เสาร์สวัสดี, นสพ.กรุงเทพธุรกิจ, ๖ ก.ค.๕๔@

Translate »