ไฟป่า…หน้าแล้ง

ไฟแล้งยามหน้าร้อน

Image7d4_resize

เพิ่งได้ฟังข่าวทางโทรทัศน์ไปว่าตอนนี้ที่เชียงใหม่ กำลังผจญกับวิกฤติหมอกควันที่สูงเกินมาตรฐาน แล้วเขาก็ถ่ายภาพออกมา จึงเห็นว่าเมืองเชียงใหม่ ณ วันที่ 8 มีนาคมปี 50 นั้น เป็นเมืองในหมอกขนานแท้ แต่ไม่ใช่หมอกน้ำ มันดันเป็นหมอกควัน ที่อวลไปทั้งเมือง หมอกควันเหล่านี้มันจะเข้ามาทำให้ระบบหายใจเราผิดปกติ แล้วปัญหานี้ก็ไม่ได้หยุดแค่นี้ แต่มีเกิดขึ้นที่เชียงราย น่าน และแม่ฮ่องสอนด้วย ถึงขนาดที่ว่า บางจังหวัด อย่างที่น่าน สายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบิน เพราะมีหมอกควันหนามากเกินไป

แล้วปัญหานี้ก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมาเกิด แต่เกิดมาทุกปี มีปัญหาแบบนี้ทุกปี มากบ้าง น้อยบ้าง เป็นข่าวบ้าง ไม่เป็นบ้าง แน่นอนว่านี่ย่อมไม่เกิดผลดีแน่ ทำไมจึงเกิดปัญหานี้ได้?

ปัญหาหมอกควันเหล่านี้เกิดจาก”ไฟ” สถานเดียว ในหน้าแล้งอย่างนี้ ในบรรดาป่าที่ผลัดใบทั้งหลาย อย่างป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณนั้น ในหน้าแล้งต้นไม้จะเก็บน้ำไว้ในต้นใหม้มากที่สุด ดังนั้นก็ต้องลดการคายน้ำทางใบโดยการผลัดใบเก่าลง เมื่อฝนมาและมีความชื้นในดินนั่นแหละจึงจะเริ่มแตกใบใหม่ ใบไม้ที่ผลัดไปนั้น ก็จะแห้งกรอบ ประกอบกับความชื้นในอากาศก็น้อย มีเชื้อไฟ องค์ประกอบเหล่านี้ น่าที่จะมีโอกาสเกิดไฟป่าสูงมาก แล้วอย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้วว่า ป่าทางภาคเหนือนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นป่าเต็งรัง เบญจพรรณ มีป่าดิบบ้างตามยอดดอยและหุบเขา แต่ก็น้อยกว่าป่าผลัดใบ นั่นเป็นสาเหตุที่มาจากธรรมชาติ ทีนี้มาสาเหตุที่มาจากมนุษย์ ด้วยทัศนคติ นิสัยของคนทางภาคเหนือ ที่มักเผาไร่นา ซังข้าว ในช่วงหน้าแล้ง สะเก็ดไฟมักลอยไปตามลม ซึ่งในฤดูกาลนี้ลมแรง พัดสะเก็ดไฟไปได้ไกลๆ พอไปตกในป่าที่มีเชื้อเพลิงพร้อมติดไฟ และดินแห้งอยู่แล้ว ไฟป่าจึงเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ผมว่าทัศนคติของคนในย่านนั้นเป็นเรื่องสำคัญ มีบ้างที่จุดไฟเพื่อล่าสัตว์ แต่ผมว่าน่าจะมีจำนวนน้อย ท่านผู้อ่านคงเคยเห็นอย่างในร่องถนนไม่เห็นมีสัตว์ป่าอะไร เขาก็จุดไฟเผาหญ้า ให้ถนนมันมีควัน อันตรายแก่ผู้ขับขี่ซะอย่างนั้นแหละ ทั้งๆที่หญ้าที่เขาเผานั้น ก็ไม่ได้บดบังสายตาอะไรเลย สูงเต็มที่ไม่เกิน 1 ฟุต แต่พระเดชพระคุณก็เผาซะทุกปี แล้วอย่างนี้ถ้าไม่บอกว่าเป็นเพราะทัศนคติ หรือ นิสัย คนทางนั้นจะให้ว่าอย่างไร

การเกิดไฟป่านั้นจึงมีหลายสาเหตุอย่างที่บอกมาแล้ว ไฟป่านั้นเป็นตัวทำลายธรรมชาติอย่างมหาศาล ทำลายต้นอ่อนในดิน ทำลายเมล็ดพืชบางชนิด ทำลายความชื้นในดิน ทำลายแมลง สัตว์ป่าหลายชนิดที่มีประโยชน์และทำลายต้นไม้ด้วย ในขณะเดียวกัน ก็มีประโยชน์ที่เม็ดไม้บางชนิดได้อาศัยไฟทำให้แตกต้นได้ง่าย และอะไรอีกมากมาย ไฟป่าจึงมีทั้งประโยชน์และโทษ แต่ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของธรรมชาติกันเอง ไม่ใช่คนไปเร่งเร้าให้เกิดไฟป่า
Image37_resize

ในส่วนของคนที่เที่ยวป่าอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าฤดูกาลไหนก็มาห้ามไม่ให้เราเที่ยวป่าไม่ได้หรอกครับ ลองคนมันชอบซะอย่าง แต่การเที่ยวป่าในหน้าแล้ง โอกาสที่เราจะเผชิญกับไฟป่าก็มีอยู่สูง ดังนั้น คนเที่ยวป่าอย่างท่านผู้อ่านก็จะต้องไม่ได้รับอันตรายจากไฟป่าด้วย ซึ่งผมจะมีวิธีการและเทคนิคบางอย่างมาบอกกล่าวกัน ดังนี้

-เริ่มจากต้องรู้ก่อนเลยครัวว่าป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ตั้งแต่ ก.พ. ไปจนถึงต้นมีนาคม มีโอกาสเกิดไฟป่าสูงมาก

-ที่ไหนที่เราไปตั้งแค้มป์แล้วเห็นคราบขี้เถ้าไฟ หรือรอยไฟป่าผ่านไปแล้ว โอกาสเกิดไฟป่าซ้ำสองค่อนข้างยาก ก็มันไม่มีเชื่อไฟแล้ว

-ในป่าไผ่ ที่ไฟป่ายังไม่มาเยือน แล้วยังมีเศษใบไม้แห้งต้นไผ่ตายคากออยู่มาก ถ้าเกิดไฟป่า ป่าไผ่จะมีไฟสูงมากและลุกลามได้รวดเร็ว โดยเฉพาะป่าไผ่ตายขุย ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องตั้งแค้มป์ในป่าไผ่แบบนี้ พยายามจอดรถหรือตั้งแค้มป์ในที่โล่ง อย่าใกล้กอไผ่ตายขุยมากเกินไป แต่ไฟป่ามาไม่ใช่ลุกพรึ่บขึ้นทันทีทันใด เราก็รู้ตัวก่อน แต่ให้ดูทางหนีทีไล่ไว้ เช่นจะเลื่อนรถจอดตรงไหนหรือย้ายแค้มป์อย่างไร

-จุดที่เราตั้งแค้มป์ ให้สังเกตุด้วยว่ามีแนวป่าดิบ ลานดินโล่ง ลานทราย หรือร่องห้วย ลำธารน้ำอยู่ตรงไหนบ้าง เผื่อเป็นทางหนีทีไล่ไว้ อย่าลืมว่าไฟไม่ลามถ้าไม่มีเชื้อเพลิง ในที่ที่ว่าดังกล่าว ไม่มีเชื้อเพลิง ดังนั้นน่าจะปลอดภัยจากไฟป่า

-เวลาก่อกองไฟในป่า ต้องระมัดระวังเรื่องสะเกิดไฟให้ดี เพราะช่วงหน้าแล้ง ลมจะแรง บรรยากาศชวนให้เกิดไฟป่าได้ง่าย อย่าเผลอจุดเทียน จุดไฟไว้โดยไม่มีคนดูแล การก่อกองไฟนอนยามค่ำคืนโดยไม่ระวังนี่มีคนเที่ยวป่าหลายกลุ่มถูกไฟป่าบุกมาหลายคณะแล้ว เพราะสะเก็ดไฟจากกองไฟตัวเองนี่เอง

-ตอนกลางคืนเราจะสังเกตเห็นไฟป่าได้ง่าย ตามยอดเขาจะเห็นเป็นแนวไฟชัดเจน โดยปกติ ไฟจะลามขึ้นไปตามยอดเขา เพราะมีลมช่วย แต่ไม่เสมอไป แต่บางกรณี บางเหตุผล ไฟอาจจะลามลงมาทางเชิงเขาได้ ถ้าเห็นว่าไฟมาใกล้หรือมีทิศทางมาทางแค้มป์เรา ต้องคิดหาทางหนีทีไล่ไว้ว่าจะไปหลบทางไหนกันแน่

-แคมป์ที่เราตั้งใกล้จุดเกิดไฟป่าต้องระวังงู เงี้ยว เขี้ยว ขอ ที่เขาหนีไฟมาทางเราด้วยก็แล้วกัน

-ถ้าลองมาทุกวิธีการแล้ว ยังไง้ยังไง ก็ต้องเจอะเจอกับไฟอยู่ดี ท่านผู้อ่านก็ลุยไฟเลยครับ ช่วยกันดับเลย แต่ต้องวิเคราะห์ดูไฟก่อนว่า ไฟนั้นมีความรุนแรงพอที่เราจะดับกันเองได้ไหม ถ้าไฟสูงเท่าตัวเรานี่ ก็คงดับกันเองยาก ให้หนีอย่างเดียว รวมทั้งดูด้วยว่า ถ้าเราช่วยกันดับ จะมีเชื้อไฟอื่นย่านนั้น ที่มาทำให้ไฟมันโหมอยู่ต่ออีกหรือไม่ ถ้าดูแล้ว เชื้ออื่นที่ไฟจะเกิดรุนแรงก็ไม่มี ไฟก็ไม่สูงมากนัก ร่วมแรงร่วมใจกันดับเลยครับ โดยการตัดกิ่งไม้ที่มีใบหนาแน่น ตบไฟไม่ให้มันเกิดเป็นเปลวไฟขึ้นมา และช่วยกันเขี่ยใบไม้แห้งตามแนวที่คาดว่าไฟจะมาออกด้วย ทั้งนี้ถ้าจะสู้กับไฟเพื่อป้องกันแค้มป์เรา ก็ต้องดูว่าเราจะกันแนวไฟให้ห่างแค้มป์แค่ไหน จะปล่อยไฟไปทางไหน อันนี้ต้องดูด้วย ผมเคยพาคณะสู้ไฟป่ากลางดึกที่ป่าแม่วงก์ นครสวรรค์มาแล้วครับ เป็นไปได้ด้วยดี แถมคนคราวนั้นก็สนุกอีกต่างหาก(เขียนไปในหนังสือตะกอนป่า ไปหาอ่านกัน)

-จอดรถในป่าช่วงหน้าไฟป่านี่ต้องดูระยะห่างของเชื้อไฟ และดูเชื้อไฟจุดที่เราจอดด้วยว่า ถ้าเกิดไฟป่า มันจะปลอดภัยมั้ย อย่าสักแต่จอด ถ้าเลือกได้ ให้กลางแจ้ง ลานโล่งหรือในแนวป่าดิบไว้ก่อน
ถIMG_0395_resize

สุดท้ายที่ผมจะเตือนท่านผู้อ่านก็คือ เราเป็นคนเที่ยวป่าด้วยกัน เราไปเพื่อไปดูความงามของป่า ป่าที่กิดไฟ ย่อมไม่มีความงาม ดังนั้น เพื่อไฟป่าไม่ก่อให้เกิดความงาม เราก็ต้องช่วยกัน ดูแลและไม่ให้ไฟป่าเกิดจากกิจกรรมเที่ยวป่าของเรา ก้นบุหรี่ ดับให้สนิทแล้วจึงทิ้งใส่ถุงขยะในรถเรา อย่าทิ้งไปในป่า เวลาก่อไฟ ถ้าลมแรงต้องระวังเปลวไฟและสะเก็ดไฟให้ดี เมื่อจะเลิกแค้มป์ ต้องดับไฟให้สนิท ง่ายๆ สั้นๆไม่กี่ข้อนี้ คนเที่ยวป่าอย่างเราก็ไม่เป็นหนึ่งในคนที่ทำให้เกิดไฟป่าแล้ว แต่ถ้าให้ดียิ่งขึ้น ถ้าเจอไฟป่า และคิดว่าช่วยกันดับได้ อย่ารอช้าครับ ช่วยกันเลย เขาจะได้รู้ว่า คนเที่ยวป่าอย่างเรา นอกจากจะมาเอาความสำราญใจจากป่าแล้ว เราก็ช่วยให้ป่ารอดพ้นจากไฟป่าได้เหมือนกัน ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้รู้ว่าคนที่เขาต้องเข้ามาดับไฟป่านั้นมันเหนื่อยยากขนาดไหน ดังนั้นจะได้เห็นใจเขาบ้าง…..

คนอ่านของผม ออกจะน่ารักทุกคน ดับไฟป่าแค่นี้ ง่ายมาก…
…………………………………………………………………..

@ พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารออฟโรดปี ๒๕๕๐@

Translate »