ไปเที่ยวดูภูเขาไฟใน…บันดุง

Asean Dimensions
คมฉาน ตะวันฉาย…เรื่อง/ภาพ
www.tawanyimchang.com

ไปเที่ยวดูภูเขาไฟใน…บันดุง

ประเทศที่มีประชากร 200 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ ที่ใครๆ ก็หมายตามอง ประกอบกับเป็นประเทศที่มีพื้นที่ และเกาะในทะเลมากมายมหาศาล มาดูคนอินโดนีเซีย ผมว่าศักยภาพก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับไทยมากนัก เอาไว้ให้มาเล่าเรื่องจาร์กาตาร์ เดี๋ยวค่อยลงไปในเรื่องสัพเพเหระของประเทศนี้กัน ครั้งนี้มารู้จักเมืองใหญ่ ของชวาตะวันตก ที่ชื่อ “บันดุง” กันก่อน มาดูว่าทำไมผมถึงอยากเอ่ยถึงที่นี่

ที่ทำการหน่วยราชการของบันดุง

ที่ทำการหน่วยราชการของบันดุง

ท่านผู้อ่านสังเกตไหมครับว่าเวลาอ้างถึงตำแหน่งเมืองต่างๆในอินโดนีเซีย จะไม่บอก ภาคกลาง ภาคใต้ เหมือนบ้านเรา นั่นเป็นเพราะอินโดนีเซียเป็นประเทศเกาะอย่างที่บอก ในบรรดาเกาะทั้งหมดของอินโดนีเซียนั้น มีเกาะชวา เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่สุด เวลาเอ่ยถึงเมืองอะไร จึงต้องบอกชื่อเกาะ และภูมิภาค ใส่ไปด้วยอย่างที่เห็น บันดุงนั้น เป็นเมืองใหญ่ของชวาตะวันตก อยู่บนที่สูงจากระดับน้ำทะเลเกือบ 800 เมตร ซ้ำยังมีภูเขาน้อยใหญ่ล้อมรอบ และแน่นอนว่าในบรรดาภูเขาเหล่านั้นมีภูเขาไฟอยู่ด้วยแน่นอน ผลก็เลยทำให้เมืองบันดุงเป็นเมืองที่มีอากาศเย็นสบาย เพราะมีอากาศอยู่ประมาณ 16 -26 องศาเซลเซียส ในสมัยที่ชาวดัชซ์ มาปกครองอินโดนีเซีย บันดุงถือเป็นเมืองตากอากาศที่เหล่าผู้ปกครองนอยมมาก (เป็นกันทุกประเทศ มาเลเซีย เขมร ฯลฯ ประเทศทางเอเชียที่ตะวันตกเคยมาปกครองล้วนเลือกทำเลที่ใดที่หนึ่งให้เป็นเมืองตากอากาศทั้งสิ้น) แต่ดัชส์ ถือเอาบันดุงเป็นศูนย์กลางในการปกครองประเทศอินโดนีเซียด้วย

อาหารชนิดแดกด่วนของที่นี่ เห็นแล้วคงไม่กล้าลอง

อาหารชนิดแดกด่วนของที่นี่ เห็นแล้วคงไม่กล้าลอง

เราคงเคยได้ยินว่าเวลามีการประชุมอะไรใหญ่ๆ หรือแข่งขันกีฬาระดับโลก ก็มักปรากฏชื่อบันดุงขึ้นมาให้ติดหู นั่นเป็นเพราะบันดุงเป็นเมืองอันดับสี่ของอินโดนีเซีย ที่มีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี่ การค้าขาย สารพัด ถือเป็นเมืองที่เจริญทีเดียว ในตัวเมืองบันดุงนั้น รถราขวักไขว่เป็นเรื่องปกติของเมืองใหญ่ แต่อาคารที่ทำการของทางราชการหลายแห่งที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่ครั้งยุโรปปกครอง อาคารเหล่านี้ทำให้เมืองธรรมชาติ กลายเป็นเมืองย้อนยุคไปในบัดดล

รถขายผลไม้ข้างทางในเมืองบันดุง

รถขายผลไม้ข้างทางในเมืองบันดุง

ผมไปบันดุง โดยมีไกด์กิตติมศักดิ์ เป็นบุตรชายของอดีตท่านทูตอินโดฯ ประจำประเทศไทย และชะรอยรู้ว่าผมเป็นสื่อมวลชนจากประเทศไทยที่เพิ่งเคยไปอินโดนีเซียครั้งแรก ก็เลยอยากให้เห็นว่าบันดุงนั้นเจริญเพียงใด พี่แกเลยพาเข้าแต่ร้านขายของที่แกการันตรีว่าราคาถูกกว่าเมืองไทยและคุณภาพก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลย ส่วนใหญ่จะเป็นพวกเสื้อผ้า นาฬิกา แว่นตา เป็นย่านค้าขายโดยแท้ เพราะมีแต่ร้านขายของ แล้วผู้คนก็เดินกันขวักไขว่เสียด้วย คล้ายๆ กับห้างสรรพสินค้าในบ้านเรา ที่มีร้านกิน ดื่ม ที่นั่งเล่น ที่เดินซื้อของ เหมือนกันทุกอย่าง

พิพิธภัณฑ์ทางธรณีที่บันดุง  มีเครื่องปั้มน้ำมันดิบมาโชว์ สมกับเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

พิพิธภัณฑ์ทางธรณีที่บันดุง มีเครื่องปั้มน้ำมันดิบมาโชว์ สมกับเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน

ระยะทางจากจากจากาตาร์ไปบันดุง ราว 178 กม. ถ้าออกจากจาร์การตาร์แต่เช้ามืดเหมือนที่ผมไป ก็จะไปถึงบันดุงไม่สาย ระหว่างเดินทางไป ก็เห็นทิวทัศน์สองข้างทางเป็นธรรมชาติ มีป่าไม้ร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่ๆ ก็ยังมีอยู่ ในตัวเมืองเองมีบางช่วงที่ถนนดูเป็นเนินสูงต่ำ คล้ายๆที่กระบี่บ้านเรา แต่ของเขามีต้นไม้ในเมืองร่มรื่น

ย่านธุรกิจในบันดุง

ย่านธุรกิจในบันดุง

ไปบันดุงถ้าไม่เลยไปภูเขาไฟ ตังกูบัน เปอราฮู ก็ไม่รู้ว่าจะไปบันดุงทำไม เพราะภูเขาไฟนี้อยู่ห่างจากบันดุงไปราว 30 กม.เท่านั้น พอออกจากตัวเมืองบันดุงทางก็เหมือนเล่นขึ้นภูเขาคดเคี้ยวไปมา แต่ไม่มากมายเป็นพันโค้งเหมือนไปแม่ฮ่องสอนบ้านเรา ต้นสนหน้าตาแปลกๆ ขึ้นริมทาง แสดงว่าพื้นที่สูงน่าดู จนรถมันแล่นขึ้นไปจนถึงลานจอดรถนั่นแหละจึงได้เป็นการทักทายภูเขาไฟอินโดอย่างเป็นทางการ

ชมรมสะสมรถเก่าในบันดุง เอารถมาโชว์ในเมืองในวันหยุด

ชมรมสะสมรถเก่าในบันดุง เอารถมาโชว์ในเมืองในวันหยุด

ภูเขาไฟตังกูบัน นี้เป็นหนึ่งในหลายๆภูเขาไฟของอินโดนีเซีย ที่ยังมีความเคลื่อนไหว คือยังมีไอร้อน ผุดออกมาจากปล่อง ถ้าท่านผู้อ่านนึกภาพรูปร่างของภูเขาไฟฟูจี หรือภูเขาไฟที่มีรูปทรงชัดเจนแบบที่โบรโม่ที่ผมเคยเล่านั้น ท่านต้องลบทิ้งไปเลย เพราะภูเขาไฟตังกูปันนี้ น่าจะเป็นเทือกเขามากกว่า แล้วบริเวณที่เป็นปล่องภูเขาไฟนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา และพี่แกสูง 1830 เมตรจากระดับน้ำทะเลทีเดียว (เตี้ยกว่าดอยอินทนนท์ไม่มาก) ลานจอดรถที่ผมว่าก็มาจอดใกล้ปากปล่องนี่แหละ ทั่วบริเวณไม่ใช่หินภูเขาไฟ แต่เป็นดินกรวดทรายที่พร้อมไหลลื่น ที่นี่คงเป็นที่เที่ยวที่ขึ้นชื่อของบันดุง เพราะเห็นร้านขายของที่ระลึก ปลูกร้านเรียงรายกันจนมุมหนึ่งของปล่องภูเขาไฟ เห็นแต่ร้านค้าเต็มไปหมด ทางการก็คงเข้าใจนักท่องเที่ยว ก็เลยทำหอสูงราว 5 เมตร ให้ขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ อากาศค่อยข้างหนาว ซ้ำยังมีฝนปรอยๆ แม้ผมจะไปช่วงเดือนเมษายนก็ตามที นอกจากร้านขายของที่ระลึกก็มีพวกอาหารเบาๆ น้ำชา กาแฟ ขนมขบเคี้ยวขาย กินพอให้รู้รสชาติว่าอะไรเป็นอะไร แต่ไม่อร่อยสักอย่าง อาจจะติดเชื้อจากร้านอาหารตามแหล่งท่องเที่ยวไปจากเมืองไทยก็ได้ คือร้านอาหารตามแหล่งท่องเที่ยว(รวมทั้งสถานีขนส่งทั้งหลายด้วย) ไม่อร่อยสักร้าน

ปากปล่อง ภูเขาไฟ ทังคูบัน เมืองบันดุง

ปากปล่อง ภูเขาไฟ ทังคูบัน เมืองบันดุง

เจ้าปากปล่องภูเขาไฟที่อยู่ด้านบนนี่ดูแล้วไม่ลึก มีดินทรายจากปากปล่องไหลลงไปด้วย ยิ่งฝนตกผมเห็นน้ำไหลลงไปในหลุมปากปล่อง แต่ไม่รู้น้ำซึมหายไปไหนมีขังอยู่ไม่มาก เห็นแต่ควันภูเขาไฟฉุยๆออกมา ดูแล้วไม่น่ากลัว ไม่ยักกะเป็นหินแดงๆ เดือดปุดๆ เหมือนในสารคดี ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติด้วย ผมเห็นป้ายเขาติดไว้อย่างนั้น แต่ที่ทำการอุทยานฯเขาดูเล็กๆไม่เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนบ้านเรา ซ้ำสายแล้วก็ยังไม่เห็นเจ้าหน้าที่สักคน

ทักทายภูเขาไฟทั้งหมอก ทั้งไอจากภูเขาไฟ

ทักทายภูเขาไฟทั้งหมอก ทั้งไอจากภูเขาไฟ

ถ้าลำพังบนยอดเขา ขึ้นไปดูไอผุดออกมาจุ๋มจิ๋ม แล้วมาดูร้านค้า ดูวิวบนที่สูง(ไม่สวยด้วยเพราะผมไปเจอฝนปรอย) แค่นี้เป็นไม่คุ้มแน่ แต่เขามีทางเดินชมป่าลงไปด้านล่าง ไปยัง Kawah Domas เดินลงไปก้านล่างอีกราว 1.2 กม. เป็นทางเดินศึกษาธรรมชาตินี่แหละ ระหว่างทางมีพืชพันธุ์ต่างๆที่น่าสนใจตลอดทาง อากาศค่อนข้างเย็นสบาย(ประกอบกับเดินลงเขาด้วย) ก็จะพอเพลินๆ ต้นไม้บนยอดเขาดูแปลกตา ผมคุ้นกับต้นไม้ในเมืองไทยมาพอควร มาเห็นที่นี่ต้องบอกว่าแปลกตา เฟิร์น มอส ตะไคร่ ขึ้นตลอดทางเดิน

หลังคาร้านขายของที่ระลึก เรียงรายตามปล่องภูเขาไฟ

หลังคาร้านขายของที่ระลึก เรียงรายตามปล่องภูเขาไฟ

ระหว่างทางเขาจะมีร้านค้าที่พักให้เราได้นั่งพอหย่อนขาพักน่อง ดื่มน้ำ อะไรไปตามเรื่อง และจะเริ่มเห็นทิวทัศน์ขึ้นบ้าง นั่นเป็นเพราะเราเริ่มลงมาใต้ระดับหมอก ที่อยู่บนยอดเขา ก็เลยยอดหมอก ก็ไม่เห็นวิวอีก มาตรงนี้จึงเห็นว่าพื้นด้านล่างนั้นมันมีแอ่งควันภูเขาไฟ ผุดออกมาจากพื้นหลายจุดเป็นลานกว้าง เห็นนักท่องเที่ยว เดินเล่นกับบนลานนั้นไม่มาก ไกด์กิตติมศักดิ์ บอกว่านั่นแหละคือเจ้า Kawah Domas ปลายทางของเรา

บรรยากาศทางเดินลงเขาไป Kawah  Domas

บรรยากาศทางเดินลงเขาไป Kawah Domas

ทางก็ยังคงเดินลงไปเรื่อยๆ ระหว่างทางจะเริ่มเห็นลำห้วย ลำธารสายเล็กๆหลายแห่ง ลงไปก็จะเจอสามแยก ถ้าออกไปทางขวาก็จะออกลายจอดรถ แต่ถ้าไปทางซ้ายอีกไม่ไกล ก็จะไปออกลานกำมะถันที่ผมว่า ครั้งเดินไปทางซ้ายอีกราว 200 เมตร ก็จะไปโผล่เอาลานโล่ง มีก้อนหินกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ บางส่วนเป็นลานหินเลยก็มี แต่ที่น่าสนใจคือมีกลุ่มควันกำมะถัน พุ่งออกมาหลายแห่ง บางแห่งก็เป็นน้ำพุร้อนเดือดปุดๆ ผมก็เห็นนักท่องเที่ยวคนอินโด เอาไข่มาต้ม มาแช่น้ำอุ่นในบางบ่อที่พอแช่ได้เหมือนกัน แต่พอแหงนขึ้นไปดู ก็จะเห็นร้านค้าที่เรามานั่งพัก แต่ยอดเขาปากปล่องภูเขาไฟด้านบนนั้นถูกภูเขาบังไว้จนไม่เห็นกัน

Kawah  Domas   ก็คือลานที่ไอกำมะถันผุดออกมาจากพื้นดิน ยังไม่ถึงขั้นเป็นปากปล่องภูเขาไฟ

Kawah Domas ก็คือลานที่ไอกำมะถันผุดออกมาจากพื้นดิน ยังไม่ถึงขั้นเป็นปากปล่องภูเขาไฟ

ขาออก ก็เดินกลับออกมาตรงสามแยกที่เราลงมาเจอ แต่คราวนี้เราเดินออกมา สองฝั่งทางก็จะเป็นต้นไม้ใหญ่ ป่าใหญ่ ทางเดินกว้าง มีนักท่องเที่ยวชาวอินโดเดินสวนมาตลอดทาง คงเหมือนกับบ้านเราที่ถ้าไม่อยากขึ้นรถไปด้านบน ก็เดินมาจากด้านล่างก็ได้ แต่มันจะเหนื่อยอรตอนที่เดินขึ้นเขาไปนั่นเอง ป่าเขาเหมือนป่าทางภาคใต้บ้านเรา มีต้นมหาสะดำ ฝอยลม ไลเคนเกาะตามต้นไม้อยู่หนาตา สุดท้ายทางเดินก็จะพาเราออกมาจนถึงลานจอดรถจนได้ ก็เป็นอันสิ้นสุดการทัวร์ภูเขาไฟบันดุง ซึ่งการมาอินโดคราวนี้ผมมีโปรแกรมมาดูภูเขาไฟหลายแห่ง แต่มีภูเขาไฟที่บันดุงนี่แหละที่บอกได้เลยว่า ไม่สวย ผิดกับที่ตั้งใจไว้ตั้งเยอะ แต่สำหรับเมืองใหญ่ๆ อย่างบันดุง แต่มีแหล่งท่องเที่ยวอยู่ใกล้ๆแบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าหาง่าย แม้ไม่สวยเท่าโบรโม่ หรือคาวาอีเจี้ยน ก็พอแก้ขัด สำหรับคนที่อยากดูภูเขาไฟได้หรอกน่า

ทางเดินออกมาจากป่าภูเขาไฟ สังเกตต้นไม้เหมือนป่าทางใต้ของบ้านเรา

ทางเดินออกมาจากป่าภูเขาไฟ สังเกตต้นไม้เหมือนป่าทางใต้ของบ้านเรา

ครั้งนี้ผมอยากพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับเพื่อนบ้านในแง่มุมของการท่องเที่ยวบ้าง เลยพยายามไม่ค่อยจะโยงประวัติหรือแง่มุมอื่นใดมาก เอาไว้คราวหน้า ค่อยมาเข้าบรรยากาศแบบเดิมเราต่อ……

…………………………………..

@ นิตยสาร ออฟโรด ฉ. ๒๒๔ ธ.ค.๒๕๕๖ @

พ่อค้าขายสตรอเบอรี่บนยอดภูเขาไปทังคูบันออกมาหาลูกค้าแต่เช้า

พ่อค้าขายสตรอเบอรี่บนยอดภูเขาไปทังคูบันออกมาหาลูกค้าแต่เช้า

บนยอดเขาทังคูบัน พื้นดูเป็นสีเหลือง อาจมาจากกำมะถันของภูเขาไฟก็ได้

บนยอดเขาทังคูบัน พื้นดูเป็นสีเหลือง อาจมาจากกำมะถันของภูเขาไฟก็ได้

ของที่ระลึกที่มีขาย อย่าถามว่าซื้อเอาไปทำอะไร

ของที่ระลึกที่มีขาย อย่าถามว่าซื้อเอาไปทำอะไร

ดินปากปล่องพร้อมร่วงหล่นลงไปได้เสมอ แต่ดูแล้วก็ไม่น่ากลัว

ดินปากปล่องพร้อมร่วงหล่นลงไปได้เสมอ แต่ดูแล้วก็ไม่น่ากลัว

ตลาดของที่ระลึกที่ทังคูบัน

ตลาดของที่ระลึกที่ทังคูบัน

งานหัตถกรรมชิ้นนี้ทำมาจากต้นมหาสะดำนำมาแกะเป็นของที่ระลึก สักวันจะไม่มีมหาสะดำให้ตัด

งานหัตถกรรมชิ้นนี้ทำมาจากต้นมหาสะดำนำมาแกะเป็นของที่ระลึก สักวันจะไม่มีมหาสะดำให้ตัด

ป่าบนยอดเขาทังคู่บัน

ป่าบนยอดเขาทังคู่บัน

จากจุดพักระหว่างทาง เห็นลาน ที่เรียกว่า Kawah  Domas  ชัดเจน

จากจุดพักระหว่างทาง เห็นลาน ที่เรียกว่า Kawah Domas ชัดเจน

รูกำมะถัน ที่พวยพุ่งออกมาจนเห็นคราบกำมะถันชัดเจน

รูกำมะถัน ที่พวยพุ่งออกมาจนเห็นคราบกำมะถันชัดเจน

Translate »