เหวอีอ่ำ…ป่าปลูก ปลุกชีพป่า

ประเทศไทยใจเดียว
คมฉาน ตะวันฉาย…เรื่อง/ภาพ
kokkram@hotmail.com

เหวอีอ่ำ…ป่าปลูก ปลุกชีพป่า

ผมนี่เป็นพวกเดินป่า…น่าจะเป็นคนเที่ยวป่ารุ่นกลางๆ (ที่เดี๋ยวนี้ก็ถือว่าค่อนไปทางรุ่นเก่า) เที่ยวป่ามาตั้งแต่ปี ๒๙-๓๐ เพิ่งจะมาซาเอาจริงๆ ก็ตอนปี ๒๕๕๐ นี่เอง ก็ถือว่าเดินป่ามาเยอะ แต่เดินมาหมดไหม ?…ไม่หมดหรอกครับ ป่ามันกว้างใหญ่ สองขาคนไม่มีทางไปทั่ว แต่ก็ถือว่าได้ไปเดินทุกจังหวัด ที่มีป่า ที่ที่ถือว่าเป็นครูแห่งหนึ่งสำหรับชีวิตการเที่ยวป่าของผมก็คือที่เขาใหญ่นี่เอง เป็นที่หนึ่งที่จะเรียกว่าเดินจนปรุก็ว่าได้

.น้ำตกเหวอีอ่

.น้ำตกเหวอีอ่

เขาใหญ่นั้นที่เราเห็นเป็นทุ่งหญ้าต่างๆ นั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุ่งหญ้าธรรมชาติ แต่เป็นทุ่งหญ้าที่เกิดจากการหักร้างถางพงขึ้นมาทำกินของชาวบ้านเมื่อก่อน พ.ศ. ๒๕๐๕ (ปีที่ประกาศให้เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติ) ผมได้คุยกับคนเก่าๆที่ไปบุกเบิกเขาใหญ่อย่าง หน.บุญเรือง สายศร ท่านเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนบนเขาใหญ่ มีแต่หย่อมบ้านคนที่ขึ้นไปถางป่าทำไร่ทั้งนั้น ส่วนใหญ่อยู่บริเวณหนองขิง (สนามกอล์ฟเดิม) หลักฐานยืนยันคือต้นมะม่วง ที่อยู่ข้างลานเฮลิคอปเตอร์ทหารอากาศ นั่นแหละคือพืชไร่หนึ่งที่หลงเหลือมาแต่ครั้งนั้น

สภาพทุ่งหญ้าและคนเดินป่าเมื่อ-๒๐-ปีก่อน

สภาพทุ่งหญ้าและคนเดินป่าเมื่อ-๒๐-ปีก่อน

แล้วชาวบ้านไม่ได้หักร้างถางพงเฉพาะบนเขาใหญ่ แต่มีตามขอบป่าทั่วไป สมัยก่อนทางวังน้ำเขียวนี่ป่ายังลามออกไปมาก รีสอร์ทอะไรไม่มี แต่มีคนไปถางป่าทำไร่แล้ว ฝั่งทางด้านประจันตคามนี่คนเข้ามาถางป่าเป็นพันๆไร่ เพราะทางด้านนี้ภูเขาไม่สูงมากนัก ขึ้นมาก็ปลูกบ้านเป็นกระต๊อบๆ กระจายกันอยู่ พอเขาประกาศอุทยานแห่งชาติ ก็อพยพคนลงจากเขา พื้นที่ที่เคยเป็นไร่ที่ถูกถางไป พอไม่มีการทำกินหญ้าคาก็เริ่มขึ้น ต้นสาปเสือ ต่อมาก็หญ้าคอมมิวนิสต์ที่หนาแน่นมาก ทุ่งหญ้าพวกนี้กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา เดินกันเป็นชั่วโมงยังไม่พ้นทุ่งหญ้า หญ้าคามันหนาจนเดินไปต้องเอามือสองข้างเทินบนหัว ไม่อย่างนั้นใบหญ้าคาบาดหลังมือ ส่วนคนที่ใส่เสื้อแขนสั้นนี่ดูไม่จืด พอเป็นหน้าแล้ง มันจะแห้งกรัง บางปีมีไฟป่า ต้องวิ่งหนีไฟป่าหญ้าคาที่โหมจนน่ากลัว

สภาพของเขาใหญ่ฝุ่งประจันตคามก่อนจะเริ่มปลูกป่า

สภาพของเขาใหญ่ฝั่งประจันตคามก่อนจะเริ่มปลูกป่า

ตรงบริเวณที่เขาปลูกกระต๊อบอยู่ เขาจะเว้นให้มีต้นไม้เดิมๆไว้ ส่วนใหญ่จะมีลำธารเล็กๆ ใกล้ๆ ที่พวกนี้แหละจะไม่มีหญ้าคาขึ้น เราก็อาศัยหย่อมป่าพวกนี้แหละหลบไฟป่า ตอนผมไปใหม่ๆ มีรอยเสาถูกไฟไหม้ มีเศษหม้อ เศษถ้วยชาม อยู่ตามหย่อมบ้านเยอะแยะ
แล้วดินด้านนี้ พอหน้าดินมันเปิดนานๆ ดินมันจะเริ่มดาน แข็งโป๊ก เอาจอบขุดนี่จอบเด้งเลย เวลาหน้าฝน น้ำมันจะไหลมาตามร่องทางเดินเป็นทาง ไม่มีซึมลงดิน เพราะไม่มีรากไม้ใหญ่ชอนไชดิน เดินป่าหน้าฝนต้องระวังลื่นตะไคร่น้ำตามทางน้ำนี่แหละ คิดดูว่าดินมันหมดสภาพ แข็งขนาดไหน
ชาวบ้านจะเอาควายมาเลี้ยงบนป่าแบบเลี้ยงปล่อย คือนานๆเจ้าของขึ้นมาดูทีหนึ่ง ควายมันก็หากินในทุ่งหญ้าคา นอนปลักบนนั้น ผมไปเดินป่า ฝ่าฝูงควาย บางทียังระแวงมันจะวิ่งไล่ เพราะควายป่าพออยู่นอกคอกนานๆ สัญชาติญานสัตว์ป่าจะกลับมา
เรียกว่าป่าเขาใหญ่ทางด้านประจันตคามนี่หมดสภาพก็ว่าได้ คนที่เดินป่าเขาใหญ่ร่วมสมัยกับผม คงยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริง จนปีมหามงคล พ.ศ.๒๕๓๙ ปีที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี รัฐบาลตอนนั้นรัฐบาลทำโครงการปลูกป่าทั่วประเทศหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แล้วมาปลูกทางด้านประจันตคามที่ผมว่าอยู่พอดี ต่อมาก็ปลูกเสริมมาเรื่อยๆ ความที่มันแล้งมากในหน้าแล้ง พวกปลูกป่าถึงกับไปสร้างแทงค์น้ำไว้เป็นระยะๆ เพื่อใช้รดกล้าและดับไฟ ผมเดินป่ามายังได้อาศัยน้ำในแทงค์ลูบเนื้อลูบตัว เรียกว่าครั้งนั้นปลูกแบบเอาจริง มีคนงานไปนอนเฝ้าแปลงปลูกเลย

ป่าปลูกที่เริ่มคืนสภาพป่าธรรมชาติ

ป่าปลูกที่เริ่มคืนสภาพป่าธรรมชาติ

ผ่านมา ๒๑ ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ผมขึ้นไปที่น้ำตกเหวอีอ่ำและป่าย่านประจันตคามอีกครั้ง ผมยอมรับว่า…หลงทาง เพราะไม่เหลือสภาพทุ่งหญ้าให้เห็นเลย จำทางแบก จำต้นไม้ใหญ่เพื่อจับทิศทางไม่ได้ ต้นไม้บังหมด ต้นสูง ๕-๑๐ เมตร กลายเป็นผืนป่าไม้รุ่นหนุ่มที่ขึ้นปะปนจนไม่มีสภาพเป็นแปลงปลูก ไม้ในระดับล่างก็มีลูกไม้ เถาวัลย์ หวาย ขึ้นปะปนจะดูเป็นป่าธรรมชาติ พื้นดินที่เคยแข็งกระด้างถูกรากไม้ชอนไช ใบไม้บดบังแสงแดดทำให้หน้าดินไม่ถูกเผา เห็ด มอส ไลเคน ล้วนทำหน้าที่ ดินกลายเป็นดินป่าอีกครั้ง ชาวบ้านขึ้นมาเก็บเห็ดได้เป็นตะกร้า น้ำตกเหวอีอ่ำที่เมื่อก่อนพอปลายเดือนตุลาคม น้ำก็หมดแล้ว เดี๋ยวนี้ เห็นชาวบ้านที่เก็บเห็ดว่าน้ำมีไปจนถึงมกราคม-กุมภาพันธ์

ป่าอย่างนี้มีอายุ-๒๐-ปีนับจากที่เริ่มปลูก

ป่าอย่างนี้มีอายุ-๒๐-ปีนับจากที่เริ่มปลูก

สภาพป่าเขาใหญ่ ฝุ่งประจันตคามในหน้าฝน ในอดีต

สภาพป่าเขาใหญ่ ฝั่งประจันตคามในหน้าฝน ในอดีต

ถ้าปล่อยไม่ไปยุ่งกับมันป่าจะขึ้นไหม คงจะได้แต่น่าจะช้ามาก ก็ผมเห็นตั้งแต่ปี ๒๙ มาจนปี ๓๙ ทุ่งเคยเป็นยังไงก็ยังงั้น ลูกไม้พอจะลงรากได้บ้างก็ไฟป่ามาบ้าง ไม่ทันพ้นแล้งก็ตายบ้าง รากอ่อนๆแทงไม่เข้าดินดาน แต่พอกรมอุทยานแห่งชาติฯ เขาเอาจริง(น่าจะเป็นหน่วยฟื้นฟูต้นน้ำหรือออะไรนี่แหละที่ดูแลป่าปลูกที่เขาใหญ่) ป่ามันก็กลับมาอย่างที่เห็น ผมเอาภาพสมัยก่อนที่ไปเดินป่าที่นี่ กับภาพปัจจุบันมาให้ดู เป็นช่วงฤดูฝนเหมือนกัน จะได้เปรียบเทียบกันได้ แต่ออกตัวว่าเดี๋ยวนี้ถ่ายภาพไปมันไม่โล่งแล้วครับ เพราะต้นไม้มันบังหมด

น้ำตกเหวอีอ่ำในหน้าฝน

น้ำตกเหวอีอ่ำในหน้าฝน

ป๋า...ป่าปลูกไปแล้ว-๒๐-ปี-บริเวณน้ำตกเหวอีอ่

ป๋า…ป่าปลูกไปแล้ว-๒๐-ปี-บริเวณน้ำตกเหวอีอ่

ป่าไม่ไปยุ่งกับมันก็ดีมันก็ซ่อมแซมตัวเองได้ แต่เมื่อไปยุ่งกับมันแล้วก็ควรช่วยมัน บ้านเรามีการปลูกป่าจนฟื้นมาหลายที่ที่นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมประจักษ์กับตัวเองแต่ต้น ผมเห็นกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ในโครงการเขาหัวโล้นทางภาคเหนือโดยเฉพาะที่น่าน ที่เขาจะทำให้เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการฟื้นฟูเขาหัวโล้นให้กลับมาเป็นป่าต้นน้ำให้ได้ พอผมมาเห็นตัวอย่างที่เขาใหญ่ ผมว่าเขาทำได้แน่ๆ แต่ต้องเอาจริง แบบที่ทำกับเขาใหญ่ ๒๐ ปี ผมว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงแน่
๒๐ ปี ไม่นานหรอกครับ ทันชั่วอายุเราแน่ที่จะได้เห็นป่ากลับมา แต่ต้องช่วยกันทุกส่วนและต้องเอาจริง ผมเห็นตัวอย่างดีๆ ก็อยากให้กำลังใจครับ ไม่ใช่ด่ากันตะพึดตะพือ คนทำงานเขาเสียกำลังใจหมด

ดอกดินลาย-กลับมาสู่ป่าเขาใหญ่

ดอกดินลาย-กลับมาสู่ป่าเขาใหญ่

ทรัพย์จากป่ากลับคืนมา

ทรัพย์จากป่ากลับคืนมา

เอาป่ากลับคืนมาไม่ใช่ความฝัน มันคือเรื่องจริงที่เป็นไปได้ครับ….
……………………………….
@ เสาร์สวัสดี-กรุงเทพธุรกิจ- ๑๘ พ.ย.๖๐@

 

Translate »