ยักษ์หน้าถ้ำ

ประเทศไทยใจเดียว
คมฉาน ตะวันฉาย…เรื่อง/ภาพ
kokkram@hotmail.com

                                                             ยักษ์หน้าถ้ำ

เป็นการไปเยือนถ้ำคูหาภิมุขที่ยะลาเป็นครั้งที่สองสำหรับผม หลังจากไปครั้งแรกเมื่อเกือบ ๑๐ ปีก่อน ไปเมื่อเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้เพิ่งเริ่มต้นได้ ๓-๔ ปี เรียกว่าเป็นช่วงที่กำลังคุกรุ่น ผมไปครั้งนั้นด้วยความหวาดระแวง และต้องยอมรับว่าออกจะตื่นเต้นอยู่บ้าง สำหรับการขับรถตะลุย ๓ จังหวัดชายแดนใต้คนเดียว และเป็นการขับรถไปเองครั้งแรก แน่นอนว่าคนที่อยู่กรุงเทพ เพียงประทัดยักษ์ที่กลุ่มอันธพาลมักเอามาโยนใส่กัน นั่นก็มากพอแล้วสำหรับเมืองกรุง แต่สำหรับคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ เขาจะชาชินบ้างไหม การระแวดระวังกลายเป็นอยู่ในสัญชาติญานโดยอัตโนมัติ จะมาเดินกระเร่อกระร่า คงไม่ได้

cof

บรรยากาศเมื่ออดีตทำเอาผมหวาดหวั่น แม้ที่วัดถ้ำคูหาภิมุขที่ตำบลหน้าถ้ำ ห่างตัวเมืองยะลาแค่อึดใจเมื่อครั้งนั้น ก็มีบังเกอร์ของทหาร ตั้งปิดทางเข้าออก ภายในวัดมีหน่วยทหารอยู่ประจำ จากแหล่งท่องเที่ยวชั้นดี พระนอนศักดิสิทธิ์ที่คนที่นับถือศาสนาพุทธ อย่าว่าแต่คนใต้เลย แม้แต่คนภาคอื่นหรือคนพุทธในมาเลเซีย ยังต้องขอสักครั้งในการมากราบสักการะพระพุทธไสยาสน์ที่นี่ เพื่อความเป็นมงคลกับตน อีกทั้งประวัติความเป็นมา รวมถึงศิลปะในการก่อสร้าง ล้วนแล้วแต่ชวนให้ได้ชื่นชมมาทั้งสิ้น

sdr

ผม
มาถึงวัดถ้ำด้วยความหวาดปนตื่นเต้นเพราะไม่เคยมา มีทหารจับจ้องมองอยู่ตลอดเวลา เดินข้ามสะพานไปยังบันไดนาค ที่ทอดยาวขึ้นไปด้านบน แหงนมองก็พบยักษ์ตนหนึ่ง ยืนถือกระบองอยู่ปากถ้ำ นุ่งผ้านุ่งสีแดง ตรงตีนยักษ์ มีขวดน้ำแดงบ้าง ซากพวงมาลัยที่แห้งวางไว้คล้ายบูชา เดินขึ้นไปอีกนิดจึงเป็นโถงถ้ำเล็กๆ ที่มีพระพุทธรูปประดิษฐาน ครั้นมองออกมาทางหน้าถ้ำเห็นยักษ์ใหญ่และทิวทัศน์เบื้องล่าง บึงน้ำและลำคลองภายในวัด

เดินขึ้นไปตามบันไดที่เลาะเลียบหน้าผา อีกราว ๒๐ เมตร ก็พบปากทางเข้าถ้ำที่ปูกระเบื้องอย่างดี มีรั้วเหล็กปิดด้านหน้า เราต้องถอดรองเท้า ก่อนจะเดินเข้าไปในถ้ำ เท้าเปล่าสัมผัสได้ถึงความเหนอะเหนียวของคราบไอน้ำที่จับบนกระเบื้อง มองเข้าไปในโถงถ้ำกว้าง ที่มีแสงรำไร เห็นพระนอนองค์ใหญ่ และพระพุทธรูปปูนปั้นมากมาย ประดิษฐานอยู่ภายใน

DCIM100MEDIA

พื้นปูนกลางถ้ำ มีรอยน้ำหยดลงมาจากเพดานถ้ำกระเด็นกระจาย จนพื้นกระเบื้องชื้นแฉะ ขี้ค้างคาวมีเลอะพื้นเป็นบางจุด ผมนั่งกราบพระด้วยความไม่ค่อยสบายใจและไม่สบายตัวนัก แต่ถึงกระนั้นก็ยังได้นั่งพินิจพิจารณาถึงพระนอนองค์งามในถ้ำแห่งเมืองยะลาแห่งนี้

ผมเคยเขียนไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนในการมาครั้งแรกว่าพระนอนองค์นี้มีแปลกก็ตรงที่มีนาคมาแผ่พังพานเหนือองค์พระใกล้พระเศียร ปลายบาทมีพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่ ดูเป็นฝีมือพื้นบ้านแต่ปั้นสวยพักต์พระพุทธรูปไม่คุ้นตาเหมือนพระหล่อที่เราเห็นในปัจจุบัน ก็เพราะเป็นศิลปะที่สร้างมาครั้งอยุธยา แต่ทว่าเป็นศิลปะแบบทางใต้ ใต้อย่างไร ผมก็ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางศิลปะ แต่ถ้าเราเห็นพระพุทธรูปมากๆ เห็นบ่อยๆ เห็นบ้านเรือนที่เป็นสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เราก็จะบอกได้ว่า นี่บ้านคนภาคใต้ หรือบ้านคนภาคกลาง ภาคอีสาน พระนอนองค์นี้ก็เช่นกัน ให้นิยามหรืออรรถาธิบายไม่ถูก แต่ดูแล้วรู้ว่านี่พระทางใต้

DCIM100MEDIA

บรรยากาศทึบทึมและวังเวง ยิ่งมีเราเพียงคนเดียวในถ้ำ ยิ่งวังเวงเข้าไปใหญ่ ถึงกระนั้นความอยากรู้อยากเห็น ก็ทำให้เดินสำรวจซอกแซกไปมาในหลูบหลืบถ้ำต่างๆ โชคดีที่ในกระเป๋ากล้องถ่ายรูมีไฟฉายขนาดเล็ก จึงพอส่องทางเดินไปในบางช่วงที่แสงสลัวเกินจะมองเห็น

ผมเดินทางวัดถ้ำคูหาภิมุขมาอีกครั้งในปี ๒๕๖๐ ห้างจากการมาครั้งแรกราว ๗ ปี เหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นแล้ว ๑๐ กว่าปี และยังคงมีอยู่ แต่ครั้งนี้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลง

cof

มาคราวนี้ ผมเห็นด่านตามถนนหนทางยังคงมีหลายแห่ง แต่ไม่หนาแน่นเท่าที่มาครั้งแรก ที่วัดถ้ำเอง บังเกอร์ทหารหน้าวัดไม่มีแล้ว ภายในวัด ไม่แน่ใจว่ายังมีหน่วยทหารอยู่ไหม เพราะไม่เห็นชัดแจ้งและไม่ใหญ่โตเท่าคราวก่อน

ผมข้ามสะพานปูนยังบันไดนาคฝั่งตรงข้าม แล้วค่อยๆ เดินขึ้นบันได ยักษ์วัดถ้ำยังคงยืนเด่นเป็นสง่าราวกับรอต้อนรับคนที่เดินขึ้นมาอยู่เช่นเดิม แต่วันนี้ผมเห็นมีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ มากราบพระบ้างแล้ว ภายในถ้ำที่ผมยังจำความชื้นของพื้นได้ดี แต่มาวันนี้ พื้นกระเบื้อง มีการเช็ดถู สะอาดสะอ้านขึ้น ภายในถ้ำเองได้รับการทำความสะอาด จนดูน่านั่ง น่ากราบพระ ถามไถ่คนดูแลที่เช็ดถูพื้นอยู่ จึงได้ข้อมูลว่าผู้คนเริ่มกลับมาเที่ยวกันอีกแล้ว แม้จะยังไม่มากเท่าเมื่อก่อนเกิดเหตุการณ์ การดูแลทำความสะอาดจึงตามมา

cof

ภายในถ้ำผมว่าเหมือนเดิมเมื่อผมมาเมื่อ ๗ ปีก่อน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะพระพุทธรูปต่างๆ ยังคงเหมือนเดิม ไม่มากหรือน้อยลง ศาลาหลังเล็กในถ้ำก็ยังคงเดิม แสงสลัวก็ยังคงเดิม เพิ่มเติมคือสะอาดขึ้น มาคราวนี้ผมถึงนั่งในถ้ำได้นานมากขึ้น

ครั้นเดินออกมาหน้าถ้ำ มีโอกาสพินิจพิจารณายักษ์หน้าถ้ำ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่ายักษ์วัดถ้ำ ยักษ์ตนนี้ดูใบหน้า ออกจะมีรอยยิ้มนิดๆ ไม่ได้น่ากลัว พิศอยู่นานๆ ก็รับรู้ได้ว่าเป็นยักษ์ใจดี ป้ายที่ติดข้างผนังถ้ำบอกเป็นยักษ์ที่ปกป้องรักษาวัดถ้ำ (ส่วนข้อมูลในอินเตอร์เนตที่ลอกๆกันมาทุกเวบไซค์นั่น ถ้าท่านผู้อ่านจะอ่านก็ได้ แต่ผมไม่เอาเป็นสาระ เลยไม่เล่าในที่นี้)

นอกจากตัวใหญ่แล้ว ยักษ์วัดถ้ำไม่น่ากลัวเลย…!

mde

ถ้ารอยยิ้ม เป็นกระบอกเสียงของไมตรีและความรักที่มีต่อกัน ผมว่าใบหน้าของยักษ์วัดถ้ำที่ยิ้มพรายอยู่ตลอดเวลานั้น อาจเป็นเครื่องเยียวยาสถานการณ์อย่างหนึ่ง ที่ทำให้บรรยากาศของการเดินทางมากราบไหว้พระนอนศักดิสิทธิ์หวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

พลังของความรัก ความเข้าใจกันนั้น ยิ่งใหญ่ และส่งผลดีกับทุกๆสังคม การมาเยือนวัดถ้ำคูหาภิมุข มาเยี่ยมยักษ์วัดถ้ำในครั้งนี้ มีแต่ความเอมใจและเปี่ยมไปด้วยความหวัง ว่าในอนาคตอีกไม่นานนี้ ความรักจะกลับมาห่มปกพื้นที่ ความสงบร่มเย็นจะกลับคืนมาสู่ดินแดนแห่งนี้

อีกไม่นาน…..
…………………………………………

(เสาร์สวัสดี-กรุงเทพธุรกิจ-๑๖ ธ.ค.๖๐)

Translate »