หวงซานที่ได้เห็น…เข็ดจนตายได้ไปหวงซาน ตอน ๓ เมื่อโลกมีแต่สีขาว-ดำและความหนาวเหน็บ

๒๘ ธ.ค. ๖๑
ตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู เพราะมีเสียงคุยกันข้างนอก ตื่นมาแง้มผ้าม่านดู ที่แท้คนจีนมายืนสูบบุหรี่คุยกันลั่น ท่ามกลางหิมะที่ขาวโพลน เลยอาบน้ำอุ่น สระ ทำธุระส่วนตัวเสร็จ ออกไปทานข้าวเช้าที่ห้องอาหารโรงแรมที่เดิมกะที่กินข้าวมื้อละ ๓๐๐บาทนั่นแหละ

นราอาหารเช้าของโรงแรมราคาคนละหมื่นห้าหรือนี่

นี่อาหารเช้าของโรงแรมราคาคนละหมื่นห้าหรือนี่

อาหารเช้ามีข้าวต้ม 1 ถ้วย(ตักเติมได้เอง) ผักดอง ๒-๓ ชนิดปนกัน ซุปสาหร่าย (มีแต่สาหร่ายดำๆเท่านั้นจริงๆ)หมั่นโถว 2 ลูก ไข่ต้ม 1 ใบผมยังนึกอยู่ในใจว่าโอ้โห…นี่อาหารเช้าของโรงแรมราคา 15,000 เหรอเนี่ย แต่ก็เห็นทัวร์จีนที่เขาออกมากินกันเอร็ดอร่อย ชนิดแซงคิวใครก็ได้เพื่อไปตักข้าวต้ม
วันนี้ผมชาร์จแบตเตอรี่ใส่มือถือจนเต็มแล้วก็เอาถุงเท้าหนาใส่มือถืออีกรอบนึงให้มันอุ่นขึ้น โดยหวังว่าเมื่อมันอุ่นขึ้น มันคงจะทำงานได้ดีขึ้น
พอไปเอาเงินประกันคีย์การ์ด ๑๐๐ หยวน คืน ก็เตรียมตัวอย่างดี พอออกมานอกโรงแรมแค่นั้น……

เฮ้ย…หิมะยังตกหนัก ไอ้ที่ตกแล้วก็หนาเกือบฟุต ดีที่ทางเดินที่เป็นหิน ยังเห็นเป็นแนวๆ ทุกสารทิศบนยอดเขาเนี่ยมันมีหิมะโพลนไปหมดมองไปทางไหนนี่มีแต่หิมะทั้งนั้น ผมออกมาก็เดินไปตามทางเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินเที่ยวบ้างแล้ว เข้าใจว่าคงนอนโรงแรมเดียวกับที่ผมพัก (แต่มาดูแผนที่ทีหลัง มีโรงแรมอื่นอีก ๒-๓ แห่ง ใกล้กระเช้านี้เหมือนกัน หรืออาจจะนอนโรงแรมใกล้เคียงกัน) ตามเส้นทางนี่ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ทางเดิน บันได อะไรก็แล้วแต่ มีอยู่แค่ 2 สี คือสีขาวกับสีดำ สีขาวจากหิมะ สีดำเป็นส่วนล่างของสรรพสิ่งที่ยังไม่โดนหิมะมีอยู่แค่นี้เอง ก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ มือถือผม ทำงานได้มากขึ้น แต่รีบถ่ายรีบเอาเข้าถุงเท้า กดชัตเตอร์รัวๆไม่ได้ ค้างเหมือนเดิม

ทางเดินที่เจอเช้า

ทางเดินที่เจอเช้า

จากโรงแรมห่านขาว ที่ผมนอนเมื่อคืน เดินไปอีกประมาณสักประมาณสัก 300 เมตรก็จะเริ่มเจอสามแยกผมก็เดินเลี้ยวซ้าย ตามที่น้องมันบอก แล้วก็เดินไปอีกเรื่อยๆ เช้าๆยังพอมีแรง วันนี้ แอ่งน้ำ ธารน้ำข้างทาง เป็นน้ำแข็งหมดเลย ลองเอาไม้เท้าเคาะๆ ก็ไม่แตก แสดงว่าน้ำแข็งหนาพอควร การแบกเป้ เดินขึ้นเขา เดินลงเขานี่ มันปวดเข่าน่าดู ยิ่งผมมีอาการข้อเข่าเสื่อม ยิ่งมาเดินแบบนี้นี่ ทรมานโคตรๆ

สามแยกแรกที่เจอจากโรงแรม

สามแยกแรกที่เจอจากโรงแรม

 

จากสามแยกเดินมาราว 300 เมตรก็จะเจอกับลานกว้าง ซึ่งผมเดาว่าตรงนี้น่าจะสูงที่สุด เพราะมีทางแยกซ้ายขวา ล้วนแต่เดินลงทั้งนั้น มีร้านค้า มีสถานีเข้าใจว่าเป็นของทหารนะครับเป็นเหมือนอินทนนท์บ้านเรา คล้ายโดมกลมๆใหญ่ๆ ตรงนี้เป็นลาน ด้านหน้ามีเนินหิน ปีนขึ้นไปดูวิวได้ ซ้ายมือจะมีทางลงไปไหนสักแห่ง เห็นลูกหาบหาบของเดินลงไปด้วย ขวามือก็จะมีทางลงไป แล้วเราจะไปไหน ผมเลยไปถามเจ้าหน้าที่ ว่าโรงแรมไป่หยุนลู่ ไปทางไหน พี่แกไม่พูด แต่พาผมไปดูป้าย มันชี้ไปทางขวา แต่ไอ้น้องเบญมันบอกให้เราไปทางซ้ายนี่หว่า เอาไงดี เชื่อป้ายไว้ก่อน ก็เลยเดินลงทางขวาไปเรื่อยๆ

_DSC0224_resize

_DSC0230_resize

_DSC0269_resize

ลานนี้แหละที่คิดว่าเป็นจุดสูงสุดของเส้นทางนี้ ก่อนที่เราจะเดินลงทางขวา ซึ่งเป็นทางที่ถูกแล้ว เดินย้อนไปมา ๒ ครั้ง

ลานนี้แหละที่คิดว่าเป็นจุดสูงสุดของเส้นทางนี้ ก่อนที่เราจะเดินลงทางขวา ซึ่งเป็นทางที่ถูกแล้ว เดินย้อนไปมา ๒ ครั้ง

 

ป้ายโรงแรมไป๋ หยุนลู่ อยู่ล่างสุด ส่วนคุ๋เบญกับกรไหลงไปทางซ้าย

ป้ายโรงแรมไป๋ หยุนลู่ อยู่ล่างสุด ส่วนคุ๋เบญกับกรไหลงไปทางซ้าย

ก็เดินไปเรื่อยๆ ยังเหมือนเดิมครับ หิมะทั้งนั้น เดินไปถ่ายรูปไป แต่สังเกตว่า มีคณะทัวร์เดินสวนกับเราบ่อยขึ้น แล้วแต่ละคนก็ไม่มีสัมภาระแบบเราเลย ตอนนั้นคิดว่าเขาต้องนอนโรงแรมข้างหน้าแน่ แล้วเดินมาเที่ยว เพราะ จุดท่องเที่ยวต่างๆ อยู่ช่วงนี้นี่เอง เห็นนักท่องเที่ยวแวะถ่ายรูปกัน ผมก็แวะด้วย เดินมาจากลานสามแยกโมนั้นราว ๗๐๐ เมตร เห็นไกด์ที่เดินถือธงนำคณะมา เลยถามว่าโรงแรมไป่หยุนลู่ไปทางไหน เขาก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้(ผมด้วย) แต่คงพอจับการถามไถ่ได้ เขาก็ชี้ไปข้างหลังหมายความว่า โรงแรมที่ผมถามหานี่ อยู่อีกทาง

_DSC0081_resize

_DSC0106_resize

_DSC0027_resize

_DSC0239_resize
นึกในใจ สงสัยเราจะเดินผิดทางหรือผิดโรงแรมแน่เลยเพราะว่าที่น้องก็บอกว่าต้องเดินเลี้ยวซ้าย ยิ่งไกด์มาบอกว่าอีกทางหนึ่ง มันก็เป็นเหตุเป็นผลให้เราต้องเดินกลับ แล้วเดินมาไกลแล้วด้วย เดินลงเขาอีก เดินกลับก็คือเดินขึ้นเขา ค่อยๆกระย่องกระแย่ง บ่นตัวเองด้วยที่ไม่ดูให้ดี เสือกเชื่อป้าย ดีนะที่ยังพอมีแรง ก็เดินมาจนถึงลานหน้าโดมอีกรอบ ทีนี้เดินไปดูป้ายอีกที
ทางซ้าย โรงแรม หยุนลู่ ทางขวา ไป่หยุนลู่ เฮ้ย….ยังไง เลยเดินไปถามเจ้าหน้าที่ เขาก็ชี้ไปทางขวา ยังไม่ชัวร์ บังเอิญ มีฝรั่งคู่หนึ่ง เดินขึ้นมา ผมเลยเตร็ดเตร่เดินไปถาม เธอตอบได้กระจ่างถ่องแท้ เอละ ทีนี้ไม่ผิดทางแน่ ขวามือชัวร์
เลยเดินลงอีกรอบ เป็นอันว่าระยะทางช่วงลานเรดาร์ไปจน ๗๐๐ เมตรนี่ ผมเดินผ่าน ๓ ครั้ง
จำจนขึ้นใจ…!

_DSC0369_resize

แอ่งน้้ำข้างทางเป็นน้ำแข็งหมด

แอ่งน้้ำข้างทางเป็นน้ำแข็งหมด

_DSC0124_resize_DSC0196_resize_DSC0392_resize

_DSC0460_resize_DSC0407_resize

_DSC0482_resize

_DSC0412_resize

_DSC0500_resize
ขนาดระหว่างทาง เจอเจ้าหน้าที่เขา ยังถามอีกทีเพื่อความมั่นใจเขาชี้ไปข้างหน้าที่กำลังมุ่งหน้าไป เลยพอเบาใจ สงสัย ที่ต้องย้อนไป เพราะไกด์เข้าใจผิดหรือว่าเราถามไม่กระจ่างชัดก็ไม่รู้

 
ตอนนี้อากาศเริ่มเปิดขึ้นบ้างแล้ว ที่ผมเดินลงไปเรื่อยๆ นี่มันก็ยังมีทางขึ้นทางลงอยู่ แต่ว่าส่วนใหญ่ทางจะเริ่มลง เหมือนว่าเราผ่านจุดสูงสุดของหวงซานมาแล้ว ขึ้นมาจนสุด แล้วก็ลง ทางด้านนี้จะมีจุดที่ให้แวะถ่ายรูป เป็นจุดชมวิวเป็นหน้าผาหินเป็นอะไรทั้งหลายหลายต่อหลายแห่ง ที่รู้เพราะเขามีป้ายอธิบาย รวมทั้งมีนักท่องเที่ยวแวะถ่ายรูปกันหลายคน แต่บรรยากาศโดยทั่วไปก็ยังมีหิมะขาวโพลนอยู่ แล้วนักท่องเที่ยวเดินสวนกับผมบ่อยขึ้น ส่วนใหญ่จะเดินสวนผมขึ้นมา มีเดินตามผมหรือมาทางเดียวกับผมไม่มาก ซึ่งผมเดินลง แต่เขาเดินขึ้น ก็แปลกใจว่าทำไมเขาเดินขึ้นมาไม่มีสัมภาระไม่มีอะไรเลย มีแต่ถือขวดน้ำ บางทีมีเด็กๆด้วย เด็กสัก ๓-๔ ขวบ ผู้ปกครองเอาขี่คอเดินขึ้นมาก็มี แต่ก็ยังคิดแง่บวกว่า เขาอาจจะพักอยู่โรงแรมข้างล่างที่ผมกำลังเดินไปหานี่แน่เลย แล้วพอรุ่งเช้าก็เดินขึ้นมาเที่ยว
ผมก็เดินลงไปเรื่อยๆ แวะถ่ายรูปไปตลอดทาง ผมเดินลง นักท่องเที่ยวก็เดินสวนขึ้นไป จนกระทั่ง ไปถึงที่ราบนิดๆ มีสี่แยก มีป้ายติดตรงหัวมุมเกาะกลาง เห็นอาคารทางขวามือ ด้านหน้าก็มีทางขึ้นเนิน ทางซ้ายมีบันไดหินไปไหนไม่รู้ เพราะมันขาวโพลนไปหมด เห็นป้ายเขียนว่าห้องน้ำก็เลยเดิน กระย่องกระแย่งไปเข้าห้องน้ำก่อน แล้วจึงเดินออกมา อ่านป้ายบอกทางอีกที ในป้านบอก ไป่หยินลู่ ๕๐ เมตร

_DSC0190_resize

เห็นป้ายจึงรู้ว่าถึงแล้ว

เห็นป้ายจึงรู้ว่าถึงแล้ว

หน้าตาโรงแรมเราเอง ไป่หยุนลู่

หน้าตาโรงแรมเราเอง ไป่หยุนลู่

ถึงซะที…..!

ภายในห้องเราก็จะประมาณนี้

ภายในห้องเราก็จะประมาณนี้ เรียงกัน ๖ เตียง

ค่อยๆเดินกะย่องกะแย่ง ไปยังโรงแรมที่ด้านหน้าขาวโพลนไปด้วยหิมะ แหงนดูป้ายชื่อโรงแรมอีกรอบ ไม่ผิดแล้ว ไม่หลงกับเพื่อนแล้ว ก็เข้าไปข้างห้องลอบบี้เขา ไปติดต่อที่แคชเชียร์ กว่าจะพูดคุยกับแคชเชียร์รู้เรื่อง ว่าคณะของคนไทย ที่เพื่อนผมมาก่อนแล้ว ๕ คนเมื่อคืน อยู่ห้องไหน เขาขอพาสปอร์ตเราไปเช็คชื่อ กว่าเขาจะเช็คชื่อ ค้นพบเจอกลุ่มเพื่อนนั้นนานมาก ผมแหงนดูราคาห้องพักที่ติดไวด้านหลังโต๊ะแคชเชียร์ บอกห้องมาตรฐาน ๑๘๘๐ หยวนต่อคืน ผมนึกในใจว่า…เมื่อคืนเรานอนตั้ง ๓๐๐ หยวน ผมนั่งหน้าโต๊ะแคชเชียร์เกือบ ๓๐ นาทีกว่าจะพาเราไปห้องหมายเลย ๑๐๖ ที่เป็นอาคารสองชั้น ติดๆ กัน พอเปิดประตูห้องเข้าไป ไม่มีใครอยู่ในห้องเลย แต่ผมจำเป้ จำสัมภาระของสำรวย ของป๋าคมรัตน์ได้ เลยบอกเจ้าหน้าที่โรงแรมที่พามาส่งว่าห้องเพื่อนผมเอง

_DSC0493_resize

_DSC0300_resize

_DSC0358_resize
ห้องนี้เป็นห้องเล็กๆ มีห้องน้ำ 1 ห้อง มีเตียงซ้อนกันอยู่ 3 เตียง แสดงว่ามีทั้งหมด ๖ เตียงพอดีคนเป๊ะ เขาวางเตียงได้คุ้มกับห้องเล็กๆมาก เพราะพอวางเตียงเสร็จ มีพื้นที่ตรงกลางว่างไม่ถึงหนึ่งตารางเมตรที่เป็นพื้นที่รวม แต่ว่าในห้องอุ่นเพราะเปิดฮีตเตอร์ไว้ ผมมองลอดหน้าต่างห้องออกไปด้านนอกเห็นกิ่งไม้ด้านนอกยังมีหิมะจับขาวโพลน ก็เลยก็เอาสัมภาระลง แล้วต้มมาม่าที่วางอยู่บนโต๊ะกิน ชงกาแฟดื่มในห้อง สักพักเดียว สำรวย ป๋าคมรัตน์ ต๋อย ก็มาเปิดห้องเจอกัน ก็ดีใจ ผมก็ถามถึงเบญกะกรว่าอยู่ไหน ปรากฏว่าน้องอีก 2 คนนี่ ยิ่งแย่กว่าผม เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมา ไปผิดโรงแรม น้องมันไปทางซ้ายมือตรงลานเรดาห์อย่างที่บอกผม เพราะมันมีโรงแรมหยินลู่ คงจะเข้าใจผิดเหมือนไกด์ที่บอกผมผิดเช่นกัน แสดงว่ามันมีโรงแรมชื่อคล้ายกัน แต่ไปคนละทาง พอหลงไปแล้ว ก็เลยพักที่นั่นเลย ส่วนเม่อคืน โรงแรมไป่หยินลู่เลยมีคนนอนแค่ 3 คน กลายเป็นเมื่อคืนหลงกันอยู่ 3 กลุ่มคือผม 1 คน น้องเบญกะกรที่พูดภาษาจีนได้ไปอีก 1 กลุ่ม แล้วก็มีกลุ่มนี้ที่นอนโรงแรมที่ถูกต้องอีก ๑ กลุ่ม ตอนนี้ก็เจอกันแล้ว แม้ยังไม่เจอเบญกะกร แต่รู้ข่าว ส่งข่าวกันผ่านวีแชทได้แล้ว ทางนี้ส่งข่าวไปว่าผมมามาถึงแล้ว น้องสองคนก็เลยแจ้งว่าเดี๋ยวเขาจะตามมา ก็เป็นอันว่า ตอนนี้คณะเราก็ไม่มีใครหลงแล้ว ถึงอีก 2 คนยังไม่มาสมทบแต่ว่าก็รู้แล้วว่าอยู่ตรงไหน ก็เป็นอันว่าตอนนี้คณะเรารวมกลุ่มกันได้อีก 1 ครั้ง

_DSC0260_resize

_DSC0667_resize

 
ระหว่างที่รอน้อง 2 คนมาสมทบ เรา 4 คนก็ถามไถ่กันว่า ไปหลงกันแบบไหน อะไรยังไงผมก็เล่าให้ฟังว่าเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วก็น้อง 2 คนหลงไปได้แบบไหนอะไรยังไงก็มีคุยกันเรื่อย ปรากฏว่าที่ผมมาในห้องแล้วก็ไม่เจอเพื่อน 3 คน นั้น เพราะ ๓ คนเขาออกไปตามผมตั้งแต่ช่วงเช้า แต่พี่ไม่สวนกันในระหว่างทางเพราะว่ามันมีทางแยกเยอะแล้วก็ผมมาเดินทางอีกทางหนึ่งเขาก็เดินอ้อมไปทางหนึ่ง เขาไปจนถึงโรงแรมห่านขาวที่ผมพัก ไปถามที่แคชเชียร์โรงแรมนั้น ว่ามีเพื่อนคนไทยคนหนึ่งมาพักที่เมื่อคืนนี้คุณเจอไหม โรงแรมนั้นก็บอกว่า ผมออกไปแต่เช้าแล้ว พอเดินทางแยกที่ไม่เจอกัน จึงไม่สวนกัน แต่พอรู้ข่าวแล้วว่าผมเดินออกไปตั้งแต่ 8 โมงแล้วเขาก็อุ่นใจ ก็เลยเดินกลับมา เมื่อคืนโรงแรมเขาก็มาถามจนดึกว่า เพื่อนอีก ๓ คนมาหรือยัง มิน่าละที่แคชเชียร์ตอนผมมาเช็คอินจึงหาชื่อผมช้า เพราะผมบอกว่ามีตนมานอนแล้ว ๕ คน ที่แท้มานอนแค่ ๓ คน ก็พูดคุยกัน นั่งคุยกันกิน ประมาณสักบ่าย 3 กว่าสองคนสามีภรรยา ที่หลงไปอยู่อีกโรงแรมก็มาสมทบกันพอดี นั่งเม้าท์มอยกัน สนุก เพราะแต่ละคนก็มีเรื่องในส่วนของตน

cof
ผมก็ถามน้องสองคนนั้นว่าแล้วเมื่อวานพอแยกกันมาอย่างไร น้องเขาบอกว่าพอแยกจากผมก็เริ่มจะมืดแล้ว เดินไปจนถึงลานเรดาห์นั่นแล้วเลี้ยวซ้ายจริงๆ ไปจนถึงโรงแรมหยุนลู่ รู้ว่ามาผิดโรงแรม เลยไม่กลับแล้ว เลยเปิดห้องนอน เพราะหนาวก็หนาว หิวก็หิว (ข้าวกลางวันไม่ได้กิน) ห้องเขาคืนละราว ๕,๐๐๐ บาท แพงสุดบนเขานี้ แล้วเพิ่งมากระจ่างว่าที่ผมเข้าใจผิดมาทั้งคืนในเรื่องราคาห้องพักของผม คือจริงๆ แล้วคืนละ ๓๐๐๐ บาท น้องกรที่ไปติดต่อบอกผมแล้ว แต่ผมหูตาลายไม่ได้ยินว่าเป็นบาท ดันเข้าใจว่าเป็นหยวน พอมาเห็นป้ายห้องของโรงแรมนี้ ๑๐๘๘ หยวน ยิ่งเข้าใจผิดไปใหญ่ เลยเบาใจเรื่องค่าโรงแรมไปเลย

_DSC0428_resize

DCIM100GOPROGOPR5171.JPG

_DSC0419_resize

_DSC0683_resize

DCIM100GOPROGOPR5157.JPGDCIM100GOPROGOPR5147.JPG

_DSC0688_resize
ช่วงบ่ายก็ตามใจว่าใครจะไปเดินเที่ยวที่ไหน ใครไม่ไปจะพักก็ตามใจ ก็เริ่มออกไปเที่ยวกัน ใครยังไม่ได้เดินเส้นทางไหนก็ไปเดินกัน กระจายกันไป ผมก็ไปเดินเลาะเส้นทาง ทางซ้ายที่เดินลงมาแล้วเห็นสี่แยกก่อนเข้าห้องน้ำนั่นแหละ ที่เลือกทางนี้เพราะเห็นป้ายมันเขียนไว้แค่ ๒๐๐ เมตร แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ก็เลยเดินตามทางไป
เดินไปเรื่อยๆ ก็ยังคงมีสภาพคล้ายเดิม คือหิมะทั้งนั้น ไปถึงจุดชมวิวซึ่งจุดนี้นี่เอง ที่มันเป็นตัวต้นแบบของภาพวาดที่ผมว่าไว้แต่เริ่มแรก ว่ารูปวาดภูเขาเป็นแท่งๆ มีหมอกบางๆ ก็มาจากมุมนี้นี่เอง เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาก แต่ตอนนี้ผมไปเห็นตอนเย็นวันนั้นมันก็ยังคือมาขาวโพลนไปหมด เห็นแต่ภูเขาที่มีหิมะเต็มยอด แล้วมันมีทางเดน ผมก็เดินเล่นไปเรื่อย สายน้ำที่ไหลตามพื้น ตรงไหนมาถึงช่วงที่ตัดชัน น้ำมันก็ไหลตกลงมา แต่ตอนนี้เย็นขัด มันเลยกลายเป็นแท่งน้ำแข็ง เหมือนหินย้อยเลย พื้นก็มีหิมะ ต้องค่อยๆเดินไม่อย่างนั้นจะลื่นได้ แต่รองเท้าผมมีเหล็กครอบแล้วก็เลยเบาใจ ค่อยเดินไปเรื่อยๆ ถ่ายรูป พอไม่มีเป้หลัง ดูอะไรมันง่ายขึ้นอีกเยอะ มีป้ายบอกกระเช้าไท่ผิง อีก ๓๐๐ เมตร ผมเลยนึกอยู่ในใจว่า รู้อย่างนี้ เรายอมนั่งรถอ้อมเมือง เพื่อมาขึ้นกระเช้าไท่ผิงดีกว่า แล้วโรงแรมที่เราจะพักก็ห่างสถานีกระเช้าไท่ผิงแค่ 200-300 เมตรแค่นั้นเอง ไม่ได้ไกลอะไรเลย ถ้าเราขึ้นทางนี้เอาสัมภาระไปไว้ที่โรงแรมแล้วก็ค่อยเดินตัวเปล่าเที่ยวน่าจะง่ายกว่าการเดินแบกเป้ แต่ไหนๆ มันก็เป็นมาอย่างนี้ แล้ว ก็ช่างมันเถอะ ไม่มีใครรู้นี่นา ทุกคนก็เพิ่งมาครั้งรกหมด ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็ถ่ายรูปไปแล้ว พอตอนเย็นก็มาเจอกันแล้วก็ชวนกันไปกินข้าวแล้วก็กลับมาพักผ่อนนะคืนนี้ยังคุยยังสนุกสนานเลยอยู่เหมือนเดิม หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ในห้องนอนที่อบอุ่น

_DSC0260_resize

_DSC0618_resize

Translate »